วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2558 เวลา 09:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/391813

วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (2)

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หมายเหตุ : เนื้อหาต่อไปนี้เป็นวิธีทำสมาธิเบื้องต้น จากหนังสือ พระมหาตำรับ ธรรมปัสสนา รวบรวมและเรียบเรียงโดย พระครูบาธรรมชัย ธัมมชโย วัดทุ่งหลวง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนังสือเก่าหายาก จึงขอนำมาเผยแผ่ต่อเพื่อสืบอายุธรรมเทศนาดีๆ โดยมีความละเอียด ดังต่อไปนี้

เมื่อจับนิมิตได้แล้วให้ขยายนิมิตนั้นออกไปให้โตเท่าศีรษะ นิมิตที่ขาวสว่างนั้นมีประโยชน์แก่กายแก่ใจ คือเป็นลมบริสุทธิ์สะอาด ลมบริสุทธิ์สะอาดนี้ย่อมเป็นเครื่องฟอกโลหิตในร่างกายของท่านได้อย่างดี สามารถจะบรรเทาหรือกำจัดทุกขเวทนาในร่างกายได้ เมื่อทำได้เท่าศีรษะของตนแล้ว ให้เลื่อนลงไปตั้งไว้ในฐานที่ 5 คือทรวงอก แล้วให้นึกเอานิมิตแห่งลมไปตั้งไว้ขยายออกให้เต็มทรวงอก ทำลมอันนั้นให้ขาวสว่าง กระจายลม กระจายแสงสว่างไปทั่วขุมขน จนกว่าจะมองเห็นส่วนต่างๆ ของร่างกายปรากฏเป็นภาพขึ้นมาเอง ถ้าไม่ต้องการภาพอันนั้นก็สูดลมหายใจยาวๆ เสีย 2-3 ครั้ง ภาพนั้นก็จะหายไปทันที แล้วกระทำจิตให้นิ่งอยู่โดยกว้างขวาง แม้จะมีนิมิตอะไรผ่านมาในรัศมีแห่งลมอย่าเพิ่งไปจับเอา อย่าทำจิตหวั่นไหวไปตามนิมิต ประคองจิตไว้ให้ดี ทำจิตให้เป็นหนึ่ง พยายามตั้งจิตไว้ในอารมณ์อันเดียว คือลมหายใจอันละเอียด และขยายลมอันละเอียดนั้นให้กว้างขวางออกไปทั่วสรรพางค์กาย

เมื่อทำจิตถึงตอนนี้จะค่อยเกิดวิชชาความรู้ขึ้นตามลำดับ กายของเราก็จะเบาเหมือนปุยนุ่น ใจก็จะเอิบอิ่มนิ่มนวลวิเวกสงัดได้รับความสุขกายสบายจิตเป็นอย่างยิ่ง เมื่อต้องการวิชชาความรู้แล้ว ให้ทำอย่างนี้จนกว่าจะชำนาญในการเข้า ในการออก และในการตั้งอยู่เมื่อทำได้อย่างนี้แล้ว นิมิตของลมคือแสงสว่างขาวๆ เป็นก้อนเป็นกลุ่มเหล่านั้น จะทำเมื่อไรก็เกิดได้ เมื่อต้องการวิชชาความรู้ต่างๆ ก็ให้ทำจิตนิ่ง วางอารมณ์ทั้งหมดให้เหลืออยู่แต่ความสว่างความว่างอย่างเดียว

เมื่อประสงค์สิ่งใดในส่วนวิชชาความรู้ภายในและภายนอกตนเองและผู้อื่น ก็ให้นึกขึ้นในใจครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง ก็จะเกิดความรู้หรือนิมิตเป็นภาพปรากฏขึ้นทันที เรียกว่า มโนภาพ ถ้าจะให้ดีและชำนาญในสิ่งเหล่านี้ ให้ศึกษากับผู้ที่เคยปฏิบัติในทางนี้จะดีมาก เพราะวิชชาตอนนี้เป็นวิชชาที่เกิดขึ้นจากสมาธิอย่างเดียวเท่านั้น

วิชชาในเรื่องสมาธินั้นมีอยู่ 2 แผนก คือ เป็นไปด้วยโลกีย์อย่างหนึ่ง เป็นไปด้วยโลกุตตรอย่างหนึ่ง วิชชาโลกีย์ คือ ติดความรู้ความเห็นของตนเองนี้หนึ่ง ติดสิ่งทั้งหลายที่มาปรากฏให้เรารู้ เราเห็น ด้วยอำนาจแห่งวิชชาก็ดี เป็นของจริงและของไม่จริง เจือปนอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ของจริงในที่นี้เป็นส่วนสังขารธรรมทั้งสิ้น ขึ้นชื่อว่าสังขารแล้วย่อมไม่เที่ยง ไม่มั่นคงถาวร

ฉะนั้นเมื่อต้องการโลกุตตรต่อไป ให้รวมสิ่งที่เรารู้ เราเห็นทั้งหมด เข้ามาเป็นจุดอันเดียว คือ เอกัคคตารมณ์ ให้เป็นสภาพอันเดียวกันทั้งหมด เอาวิชชาความรู้ทั้งหลายเหล่านั้นเข้ามารวมอยู่ในจุดอันนั้น จนรู้แจ้งเห็นจริงว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดา แล้วอย่ายึดในสิ่งที่รู้ที่เห็นมาเป็นของๆ ตน ให้ปล่อยวางไปเสียตามสภาพ ถ้าไปยึดเอาอารมณ์ก็เท่ากับยึดทุกข์ ยึดความรู้ของตน จะเกิดเป็นเหตุแห่งทุกข์ คือ สมุทัย

ฉะนั้นจิตที่นิ่งเป็นสมาธิแล้วเกิดวิชชา วิชชานั้นเป็นมรรค สิ่งที่ให้เรารู้ต่างๆ ที่ผ่านไปผ่านมาเป็นทุกข์ จิตเราอย่าเข้าไปยึดเอาวิชชา อย่าเข้าไปยึดเอาอารมณ์ที่มาแสดงให้เรารู้ ปล่อยวางไปตามสภาพ ทำจิตให้สบายๆ ไม่ยึดจิต ไม่สมมติจิตของตนเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้ายังสมมติตนเองอยู่ตราบใดก็เป็นอวิชชาอยู่ตราบนั้น เมื่อรู้ได้โดยอาการอย่างนี้ ก็จะกลายเป็นโลกุตตรขึ้นในตน จะเป็นบุญกุศลอย่างประเสริฐสูงสุด

ในฐานะที่เป็นมนุษย์พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้า ถ้าจะสรุปให้สั้นเข้าแล้ว หลักในการปฏิบัติก็มีดังนี้ คือ 1.กำจัดอารมณ์ที่ชั่วออกจากจิตให้หมด 2.ทำจิตให้อยู่ในอารมณ์ที่ดี 3.อารมณ์ที่ดีต่างๆ ให้ต้อนเข้าไปรวมอยู่ในจุดอันเดียว ที่เรียกว่า เอกัคคตารมณ์ 4.พิจารณาอารมณ์หนึ่งนั้นให้เป็น อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล ว่างเปล่า 5.วางอารมณ์ที่ดีและอารมณ์ชั่วไปตามสภาพของอารมณ์ เพราะดีและชั่วย่อมอยู่ด้วยกัน มีสภาพเสมือนกัน วางจิตไว้ตามสภาพของจิต รู้ไว้ตามสภาพแห่งรู้ รู้นั้นไม่รู้จักเกิด ไม่รู้จักดับ นั่นแลคือ สันติธรรม ดีก็รู้ ดีไม่ใช่รู้ รู้ไม่ใช่ดี ชั่วก็รู้ รู้ไม่ใช่ชั่ว ชั่วไม่ใช่รู้ คือ รู้ ไม่ติดความรู้ รู้ไม่ติดสิ่งที่รู้ นั่นแลคือธรรมชาติธาตุแท้อันบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนน้ำที่อยู่ในใบบัวฉะนั้น จึงเรียกว่า อสังขตธาตุ เป็นธาตุแท้

เมื่อใครทำได้เช่นนี้ ก็จะเห็นของดีวิเศษเกิดขึ้นในใจแห่งตน จะเป็นกุศลวาสนาบารมีของท่านผู้ปฏิบัติในทางสมถกัมมัฏฐาน

วิปัสสนากัมมัฏฐานจะให้ผล 2 ประการดังกล่าวมา คือ โลกียผลที่จะให้สำเร็จประโยชน์อนามัยของร่างกายแห่งท่านและคนอื่นทั่วไปในสากลโลกนี้ประการหนึ่ง ประการที่ 2 จะได้โลกุตตรผลอันเป็นประโยชน์อนามัยในด้านจิตของท่านมีความสุข ความเยือกเย็น และความราบรื่นชื่นบาน ก็จะถึงพระนิพพานเป็นเบื้องหน้า ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตายได้อรรถาธิบายมาโดยย่อ พอเป็นหัวข้อปฏิบัติของท่านพุทธบริษัทผู้นับถือพระพุทธศาสนา หากท่านมีความสงสัยขัดข้องจากการปฏิบัติตามแนวความคิดดังกล่าวไว้ในตำราเล่มนี้ โดยประการใดๆ ต้องการจะศึกษาจากผู้ให้แนวความคิดที่กล่าวมานี้ ยินดีที่จะส่งเสริมชี้แจงข้อสงสัยของท่านตามกำลังความสามารถของผู้เขียน เพื่อให้สำเร็จสันติสุขในทางพระศาสนาโดยทั่วหน้ากัน

สำหรับผู้ปฏิบัติทั่วๆ ไป ควรที่จะยึดเอาวิธีที่ 2 ดังต่อไปนี้ ซึ่งจะได้รับความสะดวกสบายกว่าแบบที่ 1 ที่กล่าวมาแล้ว

 

การปฏิรูปสังคม… ในยุคสังคม (โลก) ปฏิรูป จะคิดแก้อย่างไร!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2558 เวลา 15:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/390549

การปฏิรูปสังคม... ในยุคสังคม (โลก) ปฏิรูป จะคิดแก้อย่างไร!?

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

วิสัชนา : เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา …โลกกำลังโกลาหล พายุกำลังพัดผ่านพื้นที่ต่างๆ คลื่นใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นในมหาสมุทร… ฝนตกหนักน้ำท่วม… เกิดความแห้งแล้งไปทั่ว… มนุษย์กำลังเตรียมอาวุธเพื่อประหัตประหารกัน… เศรษฐกิจย่ำแย่… ทรัพยากรทางธรรมชาติกำลังย่อยสลาย…

จากเรื่องราวต่างๆ ที่ก่อตัวขึ้นเป็นกระแสข่าว พัดผ่านไปในหมู่ชนเพื่อได้รับรู้ข่าวสาร ล้วนแล้วแต่เป็นทางลบมากกว่าข่าวสารเชิงบวก วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ข่าวสารเหล่านี้ก็หมุนวนเป็นไปเช่นนี้ จะหนักบ้าง เบาบ้าง นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่ข่าวสารก็ยังดำเนินไปตามทิศทางของมัน เพื่อรายงานสภาวธรรมที่ผุดปรากฏตามเหตุปัจจัยที่จุดก่อขึ้น

วันนี้ของสังคมโลกเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน จึงทำให้เกิดการทำลายวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และความเห็น ด้วยเกิดการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ความรู้ ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการรู้เห็นเชิงประจักษ์ชัดแจ้งแดงแจ๋ในทุกๆ เรื่อง จึงเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ล้อกระแสสังคมขึ้น…นั่นเป็นการเรียนรู้และเป็นการลอกรู้ที่เป็นพฤติกรรมจำเพาะของหมู่ชนชาวโลก…

ชีวิต… สังคม… และศาสนา ที่ถูกจัดความสัมพันธ์อยู่ในแกนเอ็กซ์-วายตลอดมา จึงมองเห็นค่าความปกติอันเป็นไปตามธรรมได้ไม่ยาก …การจัดระบบชีวิตสัมพันธ์กับสังคมโดยอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนานั้นจึงเป็นไปได้อย่างเป็นปกติ… วิถีการดำเนินชีวิตของความเป็นสัตว์สังคมจึงดูเรียบง่าย… เข้าใจง่าย และพูดจากันรู้เรื่องแบบง่ายๆ แค่เพียงยกนรก สวรรค์ บาป บุญ ขึ้นมากล่าวอ้าง ก็สามารถกำกับหมู่ชนให้คล้อยไปในทิศทางธรรมตามหลักศาสนาได้ไม่ยาก… ชีวิต สังคม จึงเรียบง่าย สงบ มีความสุขสบาย ด้วยการดำเนินไปตามหลักศาสนา ที่มุ่งให้เกิดการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ เพื่อการสร้างดุลยภาพให้เกิดมีขึ้นต่อชีวิตและสังคม

ซึ่งแตกต่างกับ ชีวิต… สังคม… และศาสนา ในยุคดิจิทัล (ไอที) ที่เกิดการอนุวัตชีวิตไปตามกระแสโลก ที่สร้างภาวะทับซ้อนสภาวธรรม… สร้างมายาปกปิดมายา แตกไลน์ไปสู่แกนต่างๆ จนยากจะจัดความสัมพันธ์ของชีวิต… สังคม… ให้เป็นไปตามหลักศาสนาได้… ด้วยความซับซ้อนของจิตวิญญาณในสัตว์สังคม ที่ยากจะเข้าใจ… ยากที่จะอ่านค่าปกติได้เหมือนเดิม ไม่ว่าในความวิปลาส… ความวิบัติ

ดังปรากฏกระแสข่าวให้เกิดการลอกเรียนรู้กันในโซเชียล มีเดีย เนื่องในยุคโลกไร้พรมแดน การอุบัติความวิบัติเชิงลึก การปรากฏการแสดงออกถึงความวิปลาสเชิงซ้อน จึงเกิดปรากฏขึ้นแผ่กว้างไปทั่ว และยังไม่มีท่าทีว่า… อำนาจใดจะหยุดยับยั้งกระแสแผ่กระจายของมันได้ แม้แต่หลักศาสนาที่เคยทรงอิทธิพลต่อการสร้างดุลยภาพให้กับโลกนี้…

…เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ต่างๆ ในประเทศเรา ในบริบทของสังคมยุคไอที ย่อมได้รับผลกระทบเพื่อการย่างเข้าสู่การปฏิรูปสังคมใหม่ อันสามารถดำเนินไปบนถนนแห่งความจริงที่ปรากฏสู่สถานการณ์ดังในปัจจุบัน

การดำเนินชีวิตอย่างมีธรรมะ… การยึดมั่นในหลักศาสนาอย่างเข้มแข็ง ด้วยการศึกษาปฏิบัติอย่างจริงจัง การจัดการศึกษาเพื่อชีวิตที่มุ่งสร้างคุณธรรมนำความรู้ จึงเป็นภาระความรับผิดชอบของภาคสังคมและประเทศชาติ ที่จะต้องดำเนินไปอย่างหลักธรรม เป็นบรรทัดฐานของสังคม ที่จะต้องปฏิรูปตัวเองอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้บนกระแสโลกาภิวัตน์ หากสังคมไม่ละทิ้งหลักธรรมในศาสนา ก็ไม่น่าเป็นห่วงต่อการปฏิรูปสังคมใหม่… ไม่ว่าจะผ่านเข้าสู่ยุคใดๆ …ด้วยธรรมย่อมคุ้มครองรักษาสังคมที่ประพฤติธรรมเสมอ!

เจริญพร

 

นิษฐา จิรยั่งยืน นางเอก(ตัว)เล็กพริกขี้หนู(นา)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 11:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/411199

นิษฐา จิรยั่งยืน นางเอก(ตัว)เล็กพริกขี้หนู(นา)

โดย…นกขุนทอง-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

นับเป็นความโชคดีของ มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน เล่นละครเป็นนางเอกเรื่องไหนก็ดังเป็นกระแสตลอด ทั้งเรื่อง คุณชายปวรรุจ ทรายสีเพลิง สิงห์ (เลือดมังกร) แถมประกบพระเอกแต่ละคนตัวท็อปทั้งนั้น โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ ชาคริต แย้มนาม ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี แต่ที่ดังสุดๆ ทำเอายอดคนติดตามในอินสตาแกรมเพิ่มขึ้นจำนวนแสนกว่าในเวลาไม่กี่วันที่ละครเรื่อง ตามรักคืนใจ ออกอากาศ ส่งให้มิวกลายเป็นนางเอกเนื้อหอมเจ้าของสินค้าเอเยนซีต่างๆ จีบไปออกงานอีเวนต์ ไปไหนมาไหนตอนนี้ก็ถูกเรียก “หนูนา” ตามชื่อละครแทนชื่อจริงไปเสียแล้ว

ไม่เพียงบทของหนูนาที่น่ารักน่าเอ็นดู มีน้ำใจ จริงใจ ไม่ยอมคน และมีความมุ่งมั่น เป็นบทที่พร้อมด้วยเสน่ห์ขับให้นักแสดงเป็นที่รักของผู้ชมเท่านั้น ยังรวมถึงความฮอตของพระเอกถึง 2 รุ่น อย่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ และ อู๋-ธนากร โปษยานนท์ ช่วยส่งให้เรตติ้งละครพุ่งอีก

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเป็นนางเอกคู่กับณเดชน์ช่วยทำให้มิวเป็นที่สนใจไวขึ้น แต่นางเอกของณเดชณ์หากไม่ใช่คู่จิ้น ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ แล้วมักมีกระแสต่อต้าน ชอบดูละครล่ะแต่ขอด่านางเอกไว้ก่อน ทว่าสำหรับมิวกลับเป็นกระแสที่ดี ยิ่งเคมีการแสดงเข้ากันมากเท่าไหร่ เสียงเชียร์ก็มีมากขึ้น อาจเพราะบทของหนูนามุ่งมาตามหาพ่อ ไม่ได้หว่านเสน่ห์หรือมีทีท่าสนใจนายสิงห์ก่อน แม้นายสิงห์จะอ่อยจะตื๊อแค่ไหนก็ไม่ได้เล่นหูเล่นตาชวนให้แฟนคลับหมั่นไส้ เป็นคู่ปรับกันก็แต่พองามไม่งัดข้อกันจนน่ารำคาญ คาแรกเตอร์ของหนูนาน่ารักชัดเจนแบบนี้นี่เองถึงได้ใจแฟนคลับทุกกลุ่ม ซ้ำยังครองใจผู้ชมให้หลงรักและเอาใจช่วยหนูนาในทุกปมปัญหาด้วย

“มิวคิดว่าแฟนคลับเขาเข้าใจแล้วว่ามันเป็นการแสดง เป็นการสวมบทบาท ตอนแรกก็มีกังวลนิดหนึ่งค่ะที่รู้ว่าได้เล่นกับณเดชน์ ก็มีกระแสกลับมาตั้งแต่ประกาศไปแล้วว่าต้องมาเล่นคู่กัน คนก็รอติดตามดูว่าคู่นี้เคมีจะเข้ากันหรือเปล่า จะเล่นเป็นนายสิงห์กับหนูนาเป็นยังไง แต่พอละครออนแอร์ฟีดแบ็กกลับมาดีเกินกว่าที่มิวคิดไว้ เพราะตอนแรกมิวก็เผื่อใจไว้นิดหนึ่งว่าอาจจะมีบางกระแสที่อาจไม่ชอบนะ แต่ไปๆ มาๆ ก็คือดีไปเลย ไม่มีใครแอนตี้ ก่อนหน้านี้มิวเคยเจอณเดชน์แต่ไม่ได้สนิทกัน พอมาเล่นด้วยกันต้องมีการพูดคุยกันซึ่งณเดชน์เขาอารมณ์ดี ขี้เล่น ขี้แกล้ง ก็ทำให้บรรยากาศในการทำงานสนุก ช่วยทำให้บทที่ต้องเล่นด้วยกันง่ายขึ้นเล่นแล้วเราไม่เขิน แต่เวลาที่มิวพูดบทผิดเพราะหนูนาพูดเยอะไงค่ะ ณเดชน์ก็แซวๆ แกล้งๆ พูดรัวๆ ล้อเรา เบื้องหลังการทำงานเป็นการช่วยเหลือกันมากกว่า (หัวเราะ) อย่างบางซีนเขาพูดรัวหรือพูดติด เขาก็แบบขำขัน เอาใหม่พี่เอาใหม่ คือเราถ่ายละครกันแบบสนุกๆ ค่ะ ไม่เครียด พอหลุดก็จะแบบผิดอีกแล้วนะไม่เป็นไรเอาใหม่ ส่วนพี่อู๋สามารถส่งให้เรารู้สึกว่า เขาเป็นพ่อจริงๆ คือชีวิตจริงเขาก็ดูลุคอบอุ่นอยู่แล้วค่ะ พี่อู๋ชอบทำอาหารให้กิน (หัวเราะ) วันไหนมากองทุกคนก็จะเฝ้ารอว่าวันนี้พี่อู๋จะทำอะไรให้กิน พี่อู๋ทำอาหารอร่อยค่ะ (หัวเราะ)”

 

กว่าจะสวมบทบาทหนูนาให้เป็นธรรมชาติไม่ได้ง่าย ต้องหาคาแรกเตอร์กันอยู่นาน “หนูนาเป็นลูกคุณหนูที่ถูกคุณตาเอาใจตลอด แต่แม่ไม่มีเวลาดูแลลูก หนูนาค่อนข้างมีความแข็งแกร่งอยู่ในตัว ปกติแล้วเวลามีละครเรื่องใหม่มิวจะขอผู้จัดเรียนแอ็กติ้งเพิ่มเพื่อให้เรามั่นใจและเข้าใจในตัวละครได้ดีขึ้น อย่างหนูนาก็หาคาแรกเตอร์แบบไหนดี ตอนถ่ายช่วงแรกๆ ก็มีปรับเพิ่มมีลดลงบ้าง ใช้เวลาประมาณหนึ่งกว่าจะได้ตัวหนูนาจริงๆ ค่ะ ซึ่งมิวเล่นมาหลายบทแล้วมีหนูนานี่ล่ะคะใกล้เคียงตัวเราที่สุด แต่มิวจะนิ่งกว่าไม่มีพลังมากแบบหนูนา ตอนเล่นก็เหนื่อยนะคะต้องใส่พลังเยอะเข้าไปให้เป็นหนูนา”

มิวเข้าวงการมา 4 ปี ละครเรื่องแรกก็ได้เป็นนางเอกเลย ถึงตอนนี้มิวยังจัดเป็นนางเอกคลื่นลูกใหม่ของช่อง 3 ข่าวความเคลื่อนไหวของมิวยังแผ่วเบาเมื่อเทียบกับนางเอกในช่อง เหมือนเป็นนางเอกนิ่งๆ เรียบไหลไปตามคลื่นลมสงบ แต่เมื่อไหร่ที่มิวมีละครออกอากาศชื่อของเธอก็โด่งดังตามเรตติ้งละครทุกครั้ง นับเป็นนางเอกที่มีฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดา มีการพัฒนาการแสดงที่ดีวัดได้จากงานละครที่ผู้ใหญ่ป้อนให้ต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 2 เรื่อง โปรดักชั่นไม่เบาเลยด้วย

 

“ที่ผ่านมามิวไม่เคยปฏิเสธบท มีผู้จัดติดต่อมาเองบ้างแต่สุดท้ายก็ต้องให้ผู้ใหญ่ที่ช่องเป็นคนเลือกงานให้เราอยู่ดี ซึ่งจะให้มิวเล่นเป็นอะไรก็ได้ ไม่ใช่นางเอกก็ได้ มิวอยากลองให้ครบทุกบทบาท ที่ผ่านมาก็ถือว่าได้ลองมาเกือบครบนะคะ บู๊ก็มีเฉียดๆ วิ่งหนีกระสุนบ้างแต่ให้บู๊เต็มตัวมิวคงไม่ถนัด มิวตกใจเสียงปืนเสียงระเบิด ส่วนการแสดงตอนนี้มิวก็พอใจมากขึ้น เพราะมิวสามารถเข้าใจในตัวละครได้ดีขึ้น อย่างตอนเล่นเป็นท่านหญิงกว่าจะอินกับบทก็ปาไปเกือบครึ่งเรื่องแล้ว แต่ถ้าตอนนี้เราสามารถที่จะเก็ตกับตัวละครได้เร็วขึ้น ก็เป็นเพราะประสบการณ์ล้วนๆ เลยค่ะ คือบางทีเรียนแอ็กติ้งไปเยอะแต่เราไม่ได้ทำงานจริงๆ มันไม่ได้ช่วย การเรียนมันก็เป็นหลักการประมาณหนึ่ง แต่ถ้าจะเอาที่เราสามารถใช้งานได้จริงต้องเอาจากประสบการณ์ซึ่งอันนั้นเราต้องทำด้วยตัวของเราเอง อย่างแรกๆ ร้องไห้นี่ยากมาก แต่ตอนนี้ร้องไห้ตามบทได้เลยค่ะไม่ต้องให้พี่ผู้ช่วยมาบิลต์อารมณ์ และเวลาทำงานไม่เกร็ง ไม่กดดัน เมื่อก่อนทำไม่ได้จะเครียดมาก ตอนนี้ไม่ได้ ไม่เป็นไร ทำสมาธิเอาใหม่”

ละครตามรักคืนใจจะลาจอในสัปดาห์หน้านี้แล้ว แต่ในปีนี้มิวยังมีละครออกอากาศให้ได้ชุมกันอีกในเรื่อง ชาติพยัคฆ์ ละครพีเรียดแนวแอ็กชั่น แต่มิวไม่ได้ยิงปืนฟันดาบปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ชายไป ส่วนเรื่อง เพชรกลางไฟ อาจได้ชมกันปลายปีหรือต้นปีหน้า ซึ่งมิวถูกโฉลกกับละครพีเรียดอีกแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องในสมัยรัชกาลที่ 6 และอีกเรื่องที่ต้องติดตามชมคือ รากนครา มิวผลิกบทบาทมาร้ายเป็นครั้งแรก ประชันกับ แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์ ซึ่งเธอบอกว่ามีความกังวลเล็กน้อย

 

“มิวว่าเล่นบทร้ายยากกว่าบทนางเอก เพราะต้องมีอารมณ์ที่หลากหลาย แล้วร้ายไม่ใช่ตัวร้ายกรี๊ดๆ เขาร้ายด้วยเนื้อหามีเหตุผล เราต้องแสดงยังไงให้ดูเป็นคนดีก็ได้เป็นตัวร้ายได้ มิวก็มีกดดันหน่อยค่ะ กดดันว่าจะเล่นได้ออกมาดีไหม แต่เรื่องที่ต้องเล่นเป็นตัวร้ายแล้วจะไม่ได้เป็นนางเอกตรงนั้นไม่กดดันเลยค่ะ อย่างที่บอกมิวเล่นเป็นอะไรก็ได้”

ต้องติดตามให้กำลังใจนางเอกตัวเล็กคนนี้ต่อไป เพราะละครแต่ละเรื่องที่เธอมีโอกาสได้แสดงนั้น จัดเป็นบทบาทที่ท้าทายความสามารถ ซึ่งล้วนแต่มาเพื่อพิสูจน์ว่าเธอคือนักแสดงตัวจริงได้หรือไม่

 

ภคปัทม์ ศักดิ์ยโศ อาหารคือ ออกซิเจนของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2559 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/410340

ภคปัทม์ ศักดิ์ยโศ อาหารคือ ออกซิเจนของชีวิต

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

เพราะมีคุณแม่และคุณยายที่ทำอาหารได้อร่อยชนะเลิศ ทำให้เชฟจาว-ภคปัทม์ ศักดิ์ยโศ มีโอกาสฝึกปรือฝีมือการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นพอถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่ต้องเลือกเส้นทางอาชีพในอนาคต เชฟจาวจึงเลือกเรียนในสิ่งที่ได้รวมเอาสามความชอบของตัวเองอย่างศิลปะ การทำอาหารและภาษาอังกฤษไว้ด้วยกัน ด้วยการเรียนคณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบริการ (ภาคอินเตอร์) ที่มหาวิทยาลัยรังสิต

“พอเรียนจบจาวตัดสินใจสมัครงานที่โรงแรมแฟร์มอนต์ พิตต์สเบิร์ก สหรัฐ เพราะอยากไปลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ต่างประเทศ จำได้ว่าสัมภาษณ์งานกันผ่านทางสไกป์ พอได้งานก็บินไปทำงานเลย

ห้องอาหารที่ไปทำเป็นแบบครัวเปิด ซึ่งความท้าทายของการทำงานในครัวแบบนี้คือ ไม่ว่าจะยุ่งหน้าเตาขนาดไหน ก็ต้องรักษาความเป็นมืออาชีพไว้ เพราะไม่ว่าเราทำอะไร ลูกค้าก็เห็นหมด ตอนไปทำงานที่นู่นถือเป็นการเปิดโลกให้จาวมาก วันหยุดทีเราก็ได้ไปตระเวนหาของกิน ศึกษาวัฒนธรรมที่หลากหลายของเขา เพราะถึงจะเป็นประเทศเดียว แต่ในแต่ละรัฐก็มีวิถีการกินและอาหารที่แตกต่างกัน”

 

หลังจากทำงานอยู่ที่ห้องอาหารของโรงแรมได้ 1 ปี ได้รับผิดชอบในการสร้างสรรค์เมนูอาหารไทยใหม่ๆ รวมทั้งเมนูซุปและขนมจนวีซ่าสำหรับทำงานหมด จาวจึงตัดสินใจขอรีเฟรชตัวเองด้วยการออกเดินทางไปท่องเที่ยวก่อนจะกลับมาเมืองไทย

“ช่วงที่กลับมา พอดีเพื่อนกำลังจะเปิดโรงแรมเลยไปช่วยเพื่อนเซตระบบก่อนประมาณ 2 เดือน หลังจากนั้นพอดีจาวมากรุงเทพฯ และมีโอกาสได้พบกับเชฟไฮเคิล โจฮาริ เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟของร้านอาหารวอเตอร์ ไลบรารี่ หลังจากที่ได้คุยกันว่าจาวเรียนจบที่ไหน ทำอะไรมา เชฟก็ถามว่าสนใจมาทำงานด้วยกันมั้ย เพราะตอนนั้นวอเตอร์ ไลบรารี่ กำลังจะเปิดสาขาแรกที่ทองหล่อ เป็นสไตล์ไฟน์ไดนิ่ง จาวก็สนใจมาก เพราะตอนนั้นอาหารสไตล์นี้ยังใหม่มากในไทย”

แรกเริ่มจาวบอกว่าเข้ามาดูแลในส่วนของหวานก่อนจะขยับมาดูในส่วนครัวเย็นและครัวร้อน แต่ด้วยความที่ไม่ได้โตมาในสายทำขนม พอต้องมาจับงานทางนี้ ถามว่าทำได้มั้ย ทำได้แน่นอน เพียงแต่สไตล์ของขนมที่ออกมาอาจจะไม่คุ้นตา

 

“จาวทำขนมโดยอาศัยพื้นฐานจากการทำอาหารเลยนะ ซึ่งจะต่างจากสายคนที่ทำขนม ซึ่งสูตรในการทำทุกอย่างต้องเป๊ะ แต่ของจาวคืออยากใส่อะไรใส่ ลองผิดลองถูกไป ใช้เซนส์ในการทำมากกว่า ยกตัวอย่าง ไอศกรีมที่จาวทำอาจจะใส่เบคอนลงไปเป็นส่วนผสม เป็นต้น”

หลังจากการเปิดตัววอเตอร์ ไลบรารี่ สาขาทองหล่อ จาวก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเชฟไฮเคิล ตั้งทีมเพื่อเปิดร้านวอเตอร์ ไลบรารี่ อีกหลายสาขา ตั้งแต่สาขาเอ็มบาสซี สาขาที่ย่างกุ้ง และล่าสุดกับร้านอาหารน้องใหม่ในเครือวอเตอร์ ไลบรารี่ อย่าง “ซี้ด” (Seed) ซึ่งครั้งนี้เชฟจาวมานั่งแท่นเป็นเชฟจีเอ็ม (Chef GM) อย่างเต็มตัว ดูแลตั้งแต่ความเรียบร้อยในครัว มาจนถึงด้านการตลาด

“จริงๆ แล้วคนที่เป็นเชฟ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำอาหารอยู่ในครัวเท่านั้น เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของกุ๊ก แต่เชฟคือผู้ที่ต้องรวมเอาทักษะงานในครัว และการบริหารเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งการบริหารพนักงาน สตาฟฟ์ในครัว และบริหารวัตถุดิบในครัว ถามว่า สำหรับคนที่รักการทำอาหาร พอก้าวสู่อีกขั้นของอาชีพสู่การเป็นเชฟเต็มตัว สิ่งเหล่านี้มาบั่นทอนความสนุกของการทำงานลงมั้ย แน่นอนว่ามีบ้าง แต่จาวก็บอกตัวเองว่า อย่างน้อยเราก็ยังได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับอาหาร”

 

สำหรับอนาคตแน่นอนว่า เชฟจาวอยากมีร้านอาหารของตัวเอง แต่ร้านของเธออาจจะพิเศษหน่อยตรงที่เธออยากให้มีฟาร์มสำหรับเป็นแหล่งปลูกวัตถุดิบในการทำอาหารอยู่ในบริเวณร้านเลย อย่างน้อยลูกค้าจะได้มั่นใจในความสดใหม่ ปลอดภัยของวัตถุดิบที่เลือกใช้ อีกอย่างที่อยากให้มีแต่ไม่รู้จะฝันใหญ่ไปมั้ยคือ อยากสร้างโรงภาพยนตร์ไว้ในบริเวณร้านด้วย เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบดูหนังมาก

เมื่อถามถึงเสน่ห์ของการเป็นเชฟ อาชีพที่ทำให้เธอตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เชฟจาวบอกว่า เพิ่งหาคำตอบให้ตัวเองได้เมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากได้หยุดไปพักผ่อนช่วงก่อนที่ร้านซี๊ดจะเปิด

“ตอนที่ยุ่งมาๆ จาวคิดถึงวันหยุดนะ อยากใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ แต่พอได้หยุดไปจริงๆ วันแรกรู้สึกดีมากๆ สบายจัง แต่พอวันที่สามนี่จาวเลยรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกแล้ว อาจเพราะเราเป็นคนไฮเปอร์ แอ็กทีฟ อยู่เฉยๆ ไม่ได้ (หัวเราะ) อาหารเป็นออกซิเจนสำหรับจาวที่ทำให้เรามีชีวิต อาหารเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดทั้งเพื่อน ครอบครัว และมิตรภาพมาหาจาว สำหรับจาวการเป็นเชฟที่ดีคือ ต้องตื่นตัวตลอดเวลา เชฟต้องไม่วิ่งตามหลังอาหาร แต่ต้องก้าวให้ทันทั้งเทรนด์ของอาหาร การบริการ การเสิร์ฟ อย่างที่ร้านเราพยายามจะให้เชฟออกมาเสิร์ฟเอง เพื่อที่จะได้พูดคุยกับลูกค้า แนะนำเมนูกับลูกค้า ให้เขารู้สึกว่าเราใส่ใจที่จะทำอาหารจานหนึ่งออกมาให้เขาจริงๆ ใส่ใจตั้งแต่รสนิยม ความชอบ ไม่ใช่แค่กรรมวิธีการปรุง”

Organic Dessert

แอปเปิ้ลเขียว & กรีกโยเกิร์ต

ส่วนผสม แอปเปิ้ลเขียวเชอร์เบต

น้ำแอปเปิ้ลคั้นสด  400  มิลลิลิตร

แอปเปิ้ลเขียว (หั่นเต๋า)  300  กรัม

กลูโคส  90  กรัม

น้ำเลมอนคั้นสด  50  มิลลิลิตร

เจลาติน  1  แผ่น

วิธีทำ แอปเปิ้ลเขียวเชอร์เบต

นำแผ่นเจลาตินแช่น้ำเย็นทิ้งไว้จนนิ่ม จากนั้นแบ่งน้ำแอปเปิ้ลคั้นสดเป็นสองส่วน ส่วนแรกใส่หม้อพร้อมกับกลูโคสตั้งไฟจนอุ่นแล้วใส่เจลาตินที่นิ่มแล้วลงไป คนให้ละลาย หลังจากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดใส่เครื่องปั่น ปั่นจนละเอียด แล้วนำใส่เครื่องปั่นไอศกรีม

ส่วนผสม เค้กกรีกโยเกิร์ต

ไข่ไก่ ออร์แกนิก 6 ฟอง

น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 110 กรัม

กรีกโยเกิร์ต 200 กรัม

แป้งข้าวโพด 20 กรัม

น้ำเลมอนคั้นสด 20 มิลลิลิตร

วานิลลา 1  ฝัก

วิธีทำ เค้กกรีกโยเกิร์ต

1.นำไข่ไก่ใส่โถตีพร้อมหัวตะกร้อ ตีจนขึ้นฟูเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ใส่น้ำตาลทรายลงไป ตีต่อไปด้วยความเร็วสูงจนขึ้นฟู

2.นำกรีกโยเกิร์ตใส่โถผสมอีกใบใส่แป้งข้าวโพด น้ำเลมอน วานิลลาตีให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำไข่ไก่ที่ตีจนขึ้นฟูค่อยๆ ผสมให้เข้ากันกับโยเกิร์ตที่ผสมในโถ

3.นำเนื้อเค้กที่ได้ใส่พิมพ์ รองด้วยถาดพร้อมน้ำร้อน อบในเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 25 นาที นำออกจากเตาอบทิ้งไว้ให้เย็น

4.จากนั้นก็สามารถเสิร์ฟพร้อมแอปเปิ้ลเขียวเชอร์เบต

 

พิจิกา จิตตะปุตตะ ชีวิต ความรัก กับทฤษฎีที่จอดรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 11:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/409853

พิจิกา จิตตะปุตตะ ชีวิต ความรัก กับทฤษฎีที่จอดรถ

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ผมมีนัดกับ ลูกหว้า-พิจิกา จิตตะปุตตะ เจ้าของผลงานเพลงทฤษฎีที่จอดรถ ที่ตึกแกรมมี่ ชั้น 32 อันเป็นฐานที่ตั้งของค่ายเพลงสนามหลวง ที่ซึ่งว่ากันว่าเป็นค่ายเพลงที่จากไปแล้วได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง วันนี้พิจิกามาในลุคดำ แต่หวาน ที่กำลังสะท้อนให้ผมได้เรียนรู้ตัวตนของเธอผ่านเครื่องแต่งกาย ว่าเธอต้องเป็นผู้หญิงที่หวานแต่ไม่แหวว ไม่แบ๊ว แต่เข้าใจโลก ชีวิต และ “ความรัก” และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย

“กับเพลงทฤษฎีที่จอดรถ ถือเป็นเพลงที่ทำการบ้านมาพอสมควร เพราะว่าคนจะติดภาพเราจากการร้องเพลงประกอบละคร คนจะรู้สึกว่าเราต้องแบ๊วๆ เป็นผู้หญิงงุ้งงิ้ง แต่จริงๆ เราไม่ใช่ผู้หญิงสไตล์งุ้งงิ้ง เพียงแต่จังหวะเวลาและโอกาสมันทำให้คนรู้จักเราในมุมนั้น พอมาทำเพลงนี้ ทางค่ายมองว่าเราเป็นศิลปินผู้หญิงที่ไลฟ์ได้ ทำการแสดงสดได้ คิดว่าถ้าทำเพลงสนุกๆ สตรองๆ มองความโสดให้เป็นบวก เวลาออกคอนเสิร์ตแล้วร้องเพลงตั้งแต่ไม่ใช่ผู้ชาย นิดนึง อยู่ๆ ก็มาปรากฏตัวในหัวใจ กลัวเข้าใจผิด แสงสุดท้าย จนมาถึงทฤษฎีที่จอดรถ ภาพรวมคงออกมาดี และสนุกดี เลยออกมาเป็นเพลงนี้ค่ะ”

 

พิจิกาบอกเล่าให้ผมฟังว่า เพลงนี้มาจากตัวตนและความคิดความรู้สึกของเธอล้วนๆ “เรารู้สึกว่าการเป็นคนโสดในช่วงเวลาที่เราพยายามจะหามันมักไม่เจอ หรือเจอก็มักไม่โอเค เราเลยมีทฤษฎีส่วนตัวมาพักใหญ่ว่า เราต้องมีความสุขในชีวิต เติมชีวิตให้มีความสุข แล้วถ้ามันจะมา มันก็มาเอง มันเลยเป็นที่มาของเพลงที่ให้กำลังคนโสด ที่บอกว่า เฮ้ย…อย่าพึ่งท้อ เดี๋ยวมันมาเอง เหมือนเวลาขับรถไปในลานจอดรถ แล้วหาที่จอดรถไม่เจอ ก็อย่าเพิ่งหงุดหงิดอารมณ์เสีย ชิลๆ วนๆ หาไป เดี๋ยวมันก็เจอเอง”

พิจิกาเปรียบเทียบให้เห็นว่า การหาที่จอดรถ บางคนเจอเร็วก็โชคดีไป บางคนหาเท่าไรก็ไม่เจอ พอเจอก็โดนคนปาดหน้า เช่นเดียวกับการหาใครสักคน ที่บางครั้งมันก็เป็นเรื่องของดวงและจังหวะเวลา

 

“ในส่วนของเรื่องราวชีวิตของตัวเอง ตอนนี้ก็กำลังวนรถอยู่ค่ะ (หัวเราะ) เพราะว่ายังไม่เจอที่จอดรถที่พอดีกับรถของเรา บางทีเจอที่จอดรถว่าง แต่ก็รู้สึกยังไม่พอดี ยังไม่ใช่ เลยต้องขอวนไปอีกแป๊บนึง บางครั้งก็ขึ้นไปดูว่าชั้นอื่นมีไหม (หัวเราะ) เรารู้สึกว่า เรายังชิลอยู่ ยังวนหาได้อยู่ ไม่รีบ ไม่เร่ง”

พิจิกาเผยจากใจว่า คนที่ไม่ได้ขับรถหรือคนที่ไม่มียานพาหนะ อาจจะไม่ได้อินกับเพลงของเธอมากมายนัก แต่นี่ก็คือมุมมองความคิดที่เกิดจากตัวของเธอเอง “เราจึงอยากนำเสนอสิ่งที่เราคิด ส่วนคนจะอินมากอินน้อยนี่คือแล้วแต่ แต่เราแฮปปี้ บางคนฟังเพลงนี้แล้วก็ฟีดแบ็กกลับมาว่า ไม่มีคนที่เล่นเพลงแบบนี้มานานแล้ว หรือว่า รู้สึกว่าดนตรีค่อนข้างเข้มข้น เล่นสดแล้วสนุก ซึ่งฟีดแบ็กแบบนี้นี่แหละที่เป็นฟีดแบ็กที่เราต้องการ”

 

ท้ายสุด พิจิกาบอกเล่าว่า หลักในการดำเนินชีวิตของเธอ คือ ทำในส่วนที่ตัวเองควบคุมได้ให้ดีที่สุด “นี่คือหลักเดียวเลย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องแข่งขันกับตัวเอง อันนี้สำคัญมาก บางครั้งบางมุมเราอยู่ในที่ที่มีคนเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เช่น เรื่องไม่สวย พูดบ่อยเข้ากลายเป็นว่า อยู่ๆ ไปเราก็ไม่ได้สนใจ ไม่โกรธด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เรามองว่าสิ่งที่มันแฮปปี้กับตัวเราคือการที่เราพัฒนาตัวเองในงานที่เราได้รับมอบหมายหรือได้รับโอกาสให้ทำ เช่น ร้องเพลง หรือเล่นละครเวทีแนวมิวสิคัลให้ดีที่สุด”

ล่าสุด พิจิกามีผลงานละครเวทีเรื่อง มอม เดอะ มิวสิคัล ที่เปิดทำการแสดงแล้ว ณ โรงละครเอ็ม เธียเตอร์ อย่างไร ใครชื่นชอบผลงานของเธอ ทั้งผลงานเพลง และละครเวที ก็สามารถติดตามกันได้ อีกไม่นานเกินรอ เธอจะปล่อยซิงเกิ้ลใหม่เป็นเพลงช้า ที่ยังคงความเป็นบวกและมีละครเวทีอีกเรื่องในช่วงกลางปี แว่วมาว่าเป็นละครเวทีที่ดัดแปลงจากละครโทรทัศน์ที่เคยได้รับความนิยมจากคนดูมากมายอีกด้วย (เป็นเรื่องที่โดนใจสาวๆ วัยสามสิบอัพอย่างแน่นอน)

งานนี้โปรดติดตาม

 

ผู้หญิงที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ลลิดา ทองหล่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/409841

ผู้หญิงที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ลลิดา ทองหล่อ

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

จะมีใครสักกี่คนที่สามารถทำตามความฝันด้านอาชีพ ดังเช่น เดียร์-ลลิดา ทองหล่อ วัย 29 ปี ผู้ประกาศข่าวรายการห้องข่าวบันเทิง ทางช่องเวิร์คพอยท์ อดีตแอร์โฮสเตสสาวแห่งสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ซึ่งเราอาจคุ้นหน้าเธอกับงานแสดง “คลับฟรายเดย์ เดอะซีรี่ส์ 6 ตอน ผิดที่…รักเกินไป” ไม่นับรวมการเป็นนางแบบที่มีหุ่นสูงถึง 170 เซนติเมตร ซึ่งเธอได้ทั้งรูปร่างที่สูงโปร่ง และผิวน้ำผึ้งสวยรวมใบหน้าหวาน เพราะได้ดีเอ็นเอถ่ายทอดความงามมาจากผู้เป็นแม่ อดีตรองนางสาวไทยชื่อดัง ศศิมาภรณ์ ไชยโกมล ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสมอง

ล่าสุด ลลิดาได้รับการเสนอชื่อเป็น 1 ใน 12 ผู้หญิงจากสาขาอาชีพต่างๆ ที่มีความเก่งสมาร์ทและมีการใช้ชีวิตที่หลากหลายเข้าชิงรางวัลผู้หญิงเก่ง ที่จัดโดยนิตยสารคลีโอ สิ่งเหล่านี้การันตีได้ว่าลลิดาเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่เธอยังมีไหวพริบดี มีความอดทนและรู้จักผลักดันเติมเต็มชีวิตตนเอง ที่แม้ไม่ได้เติบโตมาในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ แต่ก็มีหน้าที่การงานที่ดีได้

ลลิดา เล่าว่า จากอาชีพแอร์โฮสเตสเธอผันตัวเองมาเป็นผู้ประกาศข่าวได้เนื่องจากเธอมีทักษะเคยฝึกพูดตั้งแต่เป็นหนึ่งในเคกรุ๊ป อี-เกิร์ล ของธนาคารกสิกรไทยรุ่น 4 ทำให้เธอได้ฝึกพูดเป็นผู้ประกาศข่าวด้านการเงิน ซึ่งเธอก็ทำได้ดี ย้อนดูผลการเรียนวิชาการการพูดเพื่อการสื่อสาร เธอก็ทำคะแนนได้ดีมาโดยตลอด

“เดียร์ว่าการพูดเป็นเรื่องสนุกตรงที่เวลาเราพูดแล้วคนฟังหัวเราะ ซึ่งเพื่อนก็บอกว่า เวลาเขาคุยกับเราเขาได้หัวเราะเพราะเราเป็นคนตลกเล็กๆ  ซึ่งตรงกับความคิดเดียร์คือ อยากพูดให้คนได้รู้สึกสบายใจ ได้หัวเราะ ซึ่งเดียร์ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าเราดูมีเสน่ห์เมื่อพูด พอเดียร์มีปัญหาด้านสุขภาพคือไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งตอนนี้รักษาเกือบหายแล้วตอนเป็นแอร์โฮสเตส ก็เลยอยากลองทำงานอื่นๆ นอกจากเป็นนางแบบ หรืองานถ่ายโฆษณา ก็เลยถามเพื่อนๆ ที่เป็นผู้ประกาศซึ่งเป็นอีกงานหนึ่งที่เดียร์อยากทำ เพื่อนบอกว่าที่เวิร์คพอยท์รับสมัครผู้ประกาศข่าว เดียร์จึงลองมาสมัคร แล้วก็ได้ค่ะ”

 

ก่อนหน้านี้ ทั้งงานพิธีกรและผู้ประกาศข่าวเป็นงานที่สาวเดียร์เคยชิมลางมาแล้วทั้งสองงาน ความแตกต่างคือ งานพิธีกรจะดึงความสดใสของตัวบุคคลออกมาได้มากกว่าการเป็นผู้ประกาศข่าว ที่ต้องดูน่าเชื่อถือ จริงใจ

“เดียร์ได้อ่านทั้งข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ซึ่งข่าวเศรษฐกิจเดียร์พอมีคลังคำศัพท์อยู่ในหัวบ้าง เพราะเคยรับงานของกสิกรไทย เช่น ข่าวผู้ถือหุ้น การเงินการธนาคาร ซึ่งการพูดที่ดีคือ ต้องพูดแล้วเข้าใจง่ายมากขึ้น ผู้ประกาศข่าวต้องทำหน้าที่ย่อยข่าวแล้วถ่ายทอดให้คนฟังเข้าใจง่าย

ตอนมาทดสอบเป็นผู้ประกาศข่าว ทีมงานยื่นสคริปต์ให้เดียร์อ่านทั้งข่าวภูมิภาค เศรษฐกิจ ซึ่งหากไม่ได้ฝึกมาเลยก็จะไม่ไหลลื่น สำหรับเดียร์มีแค่คลังศัพท์การเงิน พอเจอข่าวภูมิภาคยอมรับเรางงนิดๆ แต่โชคดีมีทักษะการพูด ซึ่งเทคนิคคือ เราต้องมีข้อมูลในหัวเพื่อดึงมาใช้ได้ทัน ซึ่งความรู้ด้านการเมืองเดียร์มีน้อย ตอนออดิชั่นเดียร์จึงดึงออกมาไม่ได้ แต่เราใช้ข้อมูลด้านอื่นมาผสมผสานกัน พอเริ่มทำงานเรื่อยๆ ก็ควรอ่านหนังสือพิมพ์ให้ครบทุกด้านเพื่อเตรียมพร้อมตัวเองตลอดเวลา”

 

และแล้วผู้ใหญ่ก็หยิบยื่นโอกาสให้เธออ่านข่าวบันเทิง ซึ่งอาจเห็นแววว่า เธอน่าจะพูดข่าวบันเทิงได้น่าสนใจได้ เพราะมีทั้งความสดใส สดชื่น พูดจาน่าฟังอยู่ในตัว

“จากผู้ประกาศข่าวมาอ่านข่าวห้องข่าวบันเทิง ซึ่งตอนเดียร์ไปทำฟีดแบ็กก็ดีนะคะ ทำให้เรารู้ศักยภาพตัวเองว่าลุคนี้เราก็ได้นะ เพราะเดียร์ไม่ได้บันเทิงแบบจิกกัด ไม่แซ่บมากจนเกินไป แต่เรามีทีมงานที่รู้ลึกรู้จริง แต่เราไม่จี้จุด เราเน้นเล่าข่าวสนุกสนานเป็นจุดเด่น เดียร์อ่านข่าวบันเทิงทุกวันพุธกับพฤหัสบดีเวลาสองทุ่มสิบห้านาที

ข่าวบันเทิงตัวเนื้อข่าวไม่ยาก แต่จะมีความยากตรงทำอย่างไรให้การนำเสนอดูน่าสนใจ ดูสดใสร่าเริงเหมือนกับตัวเดียร์ คนดูแล้วสบายใจ อยากดูต่อไป เราพูดเล่นได้ แต่ให้ดูสดใสหน้ากล้อง ซึ่งต้องใช้เวลา เดียร์ทำมาปีหนึ่งแล้วผลตอบรับก็ดี”

แม้จะมีต้นแบบคือ พัชรศรี เบญจมาศ แต่ลลิดาบอกว่า ดูสไตล์รุ่นพี่ๆ ได้ แต่อย่าก๊อบปี้ ให้รักษาความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งผู้หญิงทุกคนดูมีเสน่ห์ในแบบฉบับของตัวเองอยู่แล้ว

 

“เดียร์อยากเป็นผู้ประกาศข่าวบันเทิงที่ยังรักษาลุคของผู้ประกาศข่าวที่น่าเชื่อถือเอาไว้ ถ้าในอนาคตเปลี่ยนมาอ่านข่าวการเมืองก็ดูน่าเชื่อถือได้”

ในฐานะเป็นทายาทของนักแสดงและรองนางสาวไทย แม้ลลิดาไม่ได้อยู่ใกล้ชิดคุณแม่เลย ด้วยเหตุผลด้านงานในวงการบันเทิงของคุณแม่ที่่กำลังไปได้รุ่งในยุคนั้น แต่เธอได้รับความรักและการเลี้ยงดูที่ดีจากญาติทางฝ่ายคุณพ่อ ซึ่งช่วยเติมเต็มความรู้สึกขาดของเธอได้มาก

“เดียร์ไม่เคยอยู่กับคุณแม่เลยตั้งแต่เกิด แต่ได้มาเจอคุณแม่อีกครั้งตอนท่านป่วย เราได้คุยได้ปรับทัศนคติ เราได้ถามแม่ว่าทำไมแม่ไม่เลี้ยงหนู เรารู้สึกน้อยใจ ไม่เข้าใจ แต่จริงๆ แล้วคุณแม่คือไอดอลของเราตั้งแต่เด็ก เดียร์ได้ลองใส่มงกุฎของคุณแม่และรู้สึกว่าคุณแม่สวยจัง คุณแม่ก็บอกถึงความจำเป็นว่าทำไมท่านดูแลเราไม่ได้ ซึ่งเดียร์ก็เข้าใจแล้ว และอยากบอกน้องๆ ที่รู้สึกครอบครัวขาดว่า ควรนำความอึดอัดคับข้องใจมาเป็นแรงผลักดันให้ทำในสิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ ก้าวไปในสิ่งที่ดี อย่าทำร้ายตัวเอง อย่าประชดชีวิต เราต้องคิดดีทำดี เพราะครอบครัวเราไม่สมบูรณ์แล้ว เราก็ต้องทำชีวิตเราให้ดี เราต้องเข้มแข็ง อดทน สร้างภูมิคุ้มกันตัวเอง”

 

ทศพล หมายสุข ชีวิตหล่อๆ ของหนุ่มโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/409602

ทศพล หมายสุข ชีวิตหล่อๆ ของหนุ่มโสด

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“คนชอบบอกผมหน้าเหมือนพี่แสตมป์ ไม่ก็บร๊ะเจ้าโจ๊ก โซคูล” ว่าแล้วก็สะบัดผมปลิวให้ดูหนึ่งครั้ง …นี่คือพารากราฟเปิดตัวในอินสตาแกรมของหนุ่มโสดในฝัน Eligible Bachelors 2015 ท็อป-ทศพล หมายสุข หนุ่มคลีโอคนล่าสุด 2015 สัมผัสใกล้ๆ ขอบอกว่าเหมือนในบางมุม หากที่สัมผัสได้ดีพๆ ลึกๆ ลงไปคือความจริงใจและความจริงจังกับชีวิตอย่างเหลือเชื่อ ปัจจุบันนอกจากจะเป็นพิธีกรช่อง 29 โมโน กรุ๊ป ล่าสุดท็อปยังรับบทในซีรี่ส์ดังที่นำมากลับมาทำใหม่ “ตี๋ใหญ่ดับดาวโจร”

“เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ากล้องกับดาราเบอร์ใหญ่ ตื่นเต้น สนุก ท้าทาย วันแรกของผมเจอเข้าฉากแรกซีนแรกกับตี๋ใหญ่ เต๋า-สมชาย เข็มกลัด โอ้โห! บรรยายไม่ถูกครับ ปฏิญาณกับตัวเองในใจว่า เราต้องไม่พลาดๆๆๆ โดนเข้าไป 4 คัต (ฮา)” ท็อปเล่าและหัวเราะด้วยท่าทีสบายๆ อย่างเป็นธรรมชาติ

 

ก่อนจะมาเป็นหนุ่มคลีโอและพิธีกรนักแสดงในปัจจุบัน ท็อปเล่าว่าชีวิตหันเหมาทางนี้ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โมเดลลิ่งไปเจอขณะที่เขากำลังไปเรียนพิเศษแถวศูนย์การค้าสยาม โมเดลลิ่งหรือผู้จัดหานายแบบหน้าใหม่ผู้นั้น เดินตรงเข้ามาคุยกับมารดาของเขาทันที ตรงเป้าและตรงประเด็นว่า “คุณแม่อยากให้น้องแบ่งเบาภาระทางบ้านไหม?”

 

ขณะนั้นอายุ 16 ปีเท่านั้น ได้รับคำอนุญาตจากมารดาไปคัดเลือกตัวนักแสดงในโฆษณาก็ทำมาเรื่อยตั้งแต่นั้น ท็อปได้รับคัดเลือกให้แสดงในภาพยนตร์โฆษณาหลายชิ้นในช่วงนั้น และในช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 5 ขึ้นปีที่ 6 ยังได้ไปคัดเลือกตัวนักแสดงในซีรี่ส์ “น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์” และ “สปอร์ตเรนเจอร์” ท็อปเล่นเป็นมนุษย์ไฟฟ้าตัวสีเขียว ถ้าใครยังจำได้

 

เมื่อขึ้นชั้นอุดมศึกษาปี 1-2 การเรียนหนักขึ้น ท็อปจึงหยุดหมดเรื่องการแสดง เพื่อทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มที่ โดยเข้าเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ต่อมาขึ้นปีสามการเรียนพอผ่อนคลายลง จึงกลับมาสานต่อเรื่องงานแสดงอีกครั้ง ส่วนใหญ่ยังคงเป็นงานโฆษณา ต่อเมื่อปีที่ผ่านมาได้รับงานพิธีกรครั้งแรกที่โมโน กรุ๊ป รายการชื่อทีมอัพเดท ซึ่งเป็นรายการสำหรับวัยรุ่นเน้นสาระความรู้และบันเทิง รวมหมดทุกเรื่องที่วัยรุ่นสนใจ แกดเจ็ต ดารานักร้อง กระแส กิจกรรมต่างๆ ฯลฯ

นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสทำงานดีเจที่โอเคฮุค เปิดเพลงเปิดไมค์เวิลด์ไวร์ทั้งประเทศ รวมทั้งเป็นวีเจที่ป๊อปชาแนล โอ้ว้าว! แรงไม่หยุดจริงๆ นะเนี่ย ในวินาทีที่ชีวิตเคลื่อนไป ถามว่าเสียดายความรู้เรื่องวิศวกรรมที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาหรือไม่ ท็อปตอบว่าเสียดายเหมือนกัน ช่วงหนึ่งชีวิตต้องเลือกระหว่างงานวิศวกรรมและงานบันเทิงตัดสินใจเลือกสายบันเทิง เพราะเป็นสายงานที่ทำแล้วมีความสุข

“ต้องตื่นตี 4-5 แล้วทำไปทั้งวัน ยันไปทั้งคืนจนถึงเที่ยงคืน-ตี 1 แต่ผมก็ยังสนุก ยังมีแรงทำ ยังอยากที่จะทำต่อไป นี่เองที่ตอบตัวเองว่า เราเลือกสายบันเทิงเถอะ อีกอย่างก็น่าจะเป็นงานที่เก็บเงินได้เร็วกว่า เก็บเงินได้กอบเป็นกำกว่าสองปีที่ผ่านมาผมเก็บเงินซื้อบ้านให้แม่ได้แล้ว ภูมิใจนะครับ” ท็อปเล่า

ท็อปเล่าว่า ปัจจุบันเขายังเป็น1 ใน 3 พิธีกรหลักของรายการโฮมรูมทางสถานีไทยพีบีเอส ชายหนุ่มเล่าขำๆ ว่าคือครั้งแรกที่ทำรายการที่มีสาระอย่างแท้จริง (ฮา) รายการมีเนื้อหาสาระความรู้ สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คน ขณะเดียวกันก็ให้แรงบันดาลใจแก่ตัวเอง ชีวิตนี้คงต้องเดินสายบันเทิงเต็มตัว ทำงานสื่อสารมวลชนเบื้องหน้าเบื้องหลังต่อไป

อยากฟังเบื้องหลังเวทีประกวดหนุ่มคลีโอ ชายหนุ่มยิ้มก่อนเล่าให้ฟังว่า ปีที่ผ่านมาของเขาคือการเดินสายร่วมโปรโมทกิจกรรมหนุ่มคลีโอ หลังจากตัดสินใจร่วมประกวดเวทีนี้ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เนื่องจากโปรไฟล์ของผู้เข้าประกวดทุกคนอยู่ในระดับเทพ ทุกคนฟิตเปรี๊ยะรูปหล่อหุ่นดี หลายคนมาจากหลายวงการ เช่น นักบิน โบรกเกอร์ เทรดเดอร์และเพอร์ซันแนลโคช ฯลฯ

“ผมคิดว่าผมน่าจะเป็นสายเอนเตอร์เทนเนอร์ ผมน่าจะสายนี้ พอประกาศชื่อผู้ชนะของสายปรากฏว่าเพื่อนอีกคนได้ไป จากนั้นก็ไม่คิดว่าจะมีสายอะไรที่ผมน่าจะได้แล้วล่ะ ผมก็ง่วนอยู่กับมือถือ จนเมื่อประกาศตำแหน่งเดอะ เบส ซิกซ์แพ็กเสร็จ ต่อไปเป็นการประกาศตำแหน่งใหญ่หนุ่มโสดในฝันของปี เป็นตอนที่ผมได้ยินแว่วๆ แค่นามสกุลของตัวเอง”

ท็อปเล่าว่า ดีใจและตกใจพร้อมกัน ปนกับอาการช็อกที่ไม่นึกฝัน เกณฑ์การตัดสินมาจากคุณสมบัติผู้เข้าประกวดที่ต้องการคนหล่อ หากที่ต้องการมากกว่าคือคนหล่อที่เมื่อคุยด้วยแล้วอยากคุยและทำความรู้จักกันต่อไป อยากรู้อยากค้นหาไม่สิ้นสุดบุคลิกของท็อปเป็นคาแรกเตอร์ที่กวนแต่จริงใจ อาจทำให้คณะกรรมการอยากค้นหาว่าอะไรที่อยู่เบื้องหลังคาแรกเตอร์ที่น่ามึนนี้ (ฮา)

สิ่งที่อยากทำในชีวิตคือการร่วมมือกับเพื่อนสนิทที่ปัจจุบันเรียนต่อด้านจิตวิทยาในเด็ก คุยกันไว้ว่าอยากทำรายการสารคดีสะท้อนสังคม เยียวยาเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง เขาสะท้อนใจในหลายคลิปจาก
ยูทูบ ภาพเด็กถูกกระทำรุนแรงในทุกเมื่อเชื่อวันโดยพ่อแม่แท้ๆ ของเด็กเอง โดยพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงหรือคนในสังคมก็ตาม อะไรที่จะหยุดยั้งหรืออย่างน้อยก็เยียวยาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เด็กควรที่จะได้รับการบำบัด อย่างน้อยก็เพื่อการเติบโตต่อไป

 

ในฐานะนักแสดง ธงอันดับต่อไปคือการรับบทหนักๆ ในดราม่าดีๆ สักเรื่องหรือหลายๆ เรื่อง ด้วยท้าทายความรู้สึกของตัวเองว่าบทดราม่าเล่นยาก แต่วันหนึ่งจะต้องรับบทยากและเล่นให้ได้ ท็อปชอบดูภาพยนตร์ ดูทุกเรื่องและดูซ้ำในเรื่องที่ชอบ ภาพยนตร์ที่ยังติดตาตรึงใจคือชอว์แชงก์ มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง ทิม ร็อบบินส์ รับบทขับเคี่ยวกับมอร์แกน ฟรีแมน เรื่องราวของชายหนุ่มที่แสวงหาหนทางเพื่ออิสรภาพ หลังจากต้องติดคุกในความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

ด้านภาพยนตร์ไทยชอบเรื่องเพชฌฆาตคนสุดท้าย และชอบดาราชายที่รับบทเพชฌฆาตคนสุดท้ายในเรื่องนี้ด้วย วิทยา ปานสีงาม นักแสดงที่แท้จริง (แถมจบคณะวิศวกรรมศาสตร์เหมือนกันด้วย) รับบทเพชฌฆาตได้สมจริงและอินดี้จริงๆ ส่วนดารานักแสดงหญิงชื่นชมในป๊อก-ปิยธิดา วรมุสิก ชอบในความหลากหลายของการแสดงและการกล้าแสดง หลายบทหลายอารมณ์ที่ทั้งก๋ากั่น เรียบร้อย เปรี้ยวหวานครบรส ชอบดวงตาของนักแสดงและผู้กำกับหญิงคนนี้ที่ยิ้มแล้วสว่างไสวไปหมด

“ดาราชายต่างประเทศชอบเดนเซล วอชิงตัน ชอบเขาและชอบในบทบาทการแสดงที่เหนือชั้นของเขา ดาราหญิงชอบนักแสดงจาก Still Alice จูลีแอนน์ มัวร์ บทคนไข้โรคอัลไซเมอร์ท้าทายความสามารถอย่างยิ่ง”

 

ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวเวลาว่างของท็อปนอกจากชมภาพยนตร์ ดูบทบาทการแสดงของนักแสดงคนโปรดแล้ว เขาชอบการท่องเที่ยว ชอบทะเล ชอบภูเขา กีฬาโปรดการว่ายน้ำ ฟิตเนส เตะฟุตบอล ปั่นจักรยาน ไม่ชอบคนเยอะ ไม่ชอบที่ที่คนเยอะๆ ไม่ชอบไปดูคอนเสิร์ตแบบที่ผู้คนแห่แหนกันไป ขอเปิดฟังจากยูทูบ (ฮา) หน้าเทศกาลหรืองานที่ต้องฝ่าฝูงชนไม่เจอท็อปแน่นอน อาหารไม่ชอบของดิบ แต่เนื้อดิบแบบปลาดิบกินได้ แพ้พริกแพ้ความเผ็ด กินแล้วออกอาการปากบวม เหงื่อท่วม กลัวจิ้งจกโดยเฉพาะตอนเห็นหน้าเวลามันเกาะกระจกมองทะลุไปเห็นพุงใสๆ

“ใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเอง มีความสุขในแบบที่ตัวเองเป็น ถ้าจะอยากอะไรสักอย่างก็อยากให้แม่สบาย อยากให้แม่ปล่อยวางภาระความกังวลต่างๆ สำหรับผมเองสักวันอยากใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด อยากใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ริมชายหาดหรือตีนเขาที่ไหนสักแห่ง ไม่ได้อยากมีร้อยล้านพันล้าน อยากแค่ไม่มีหนี้ อยากแค่มีอิสระทางการเงิน อยากทำอะไรทำ อยากคิดอะไรคิด”

ปัจจุบันโสดสนิท สาวในสเปกยังไม่คิดฝัน ที่ผ่านมาไม่เคยมีแฟนสวย มีแต่แฟนที่หันไปมองแล้วดูได้ไม่เบื่อ ขอสามข้อคือ 1.เคารพตัวเอง 2.กตัญญู และ 3.ไม่ดูถูกคน ส่วนจะทำงานเก่งหรือไม่ ฉลาดหรือไม่ ไม่สำคัญ เปิดพารากราฟแรกด้วยบรรทัดแรกจากไอจี จบด้วยประโยคสุดท้ายในไอจีของหน้าเดียวกัน “ผมเป็นคนที่แคร์ความรู้สึกแม่มากๆ รักแม่มากที่สุด”…นี่ล่ะ หนุ่มโสดในฝันคนล่าสุด